www.horpak4u.com

www.bigfuns.comMemberLinksAbout UsContact Us

 
 


 

 

การเดินทางเริ่มต้นขึ้น

                กว่า 40 ปีมาแล้วที่สตีเวน สปีลเบิร์กได้แบ่งปันเรื่องราวของเขากับผู้ชมทั่วโลก เขาได้แนะนำตัวละครที่พิเศษสุดมากมายให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและทำให้ผู้ชมรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้รู้จักกับโลกที่มหัศจรรย์ น่าสะพรึงกลัว มีเสน่ห์และสมจริง เรื่องราวของโรอัลด์ ดาห์ลเกี่ยวกับมิตรภาพระหว่างเด็กหญิงและยักษ์ลึกลับดูเหมือนจะเหมาะกับการเป็นผลงานของผู้กำกับคนดังเป็นอย่างดี และแม้ว่าดูเหมือนโชคชะตาจะกำหนดไว้แล้วว่าซักวันหนึ่ง โซฟีและย.จ.ล.จะได้อยู่ภายใต้การดูแลของสปีลเบิร์ก มันก็ต้องใช้เวลาหลายทศวรรษนับจากที่หนังสือเรื่องนี้ถูกตีพิมพ์ก่อนที่การเดินทางสู่จอเงินจะเริ่มต้นขึ้น

                “The BFG” โดยดาห์ลตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1982 ปีเดียวกับที่ “E.T. The Extra-Terrestrial” เรื่องราวของสปีลเบิร์กเกี่ยวกับมิตรภาพที่ไม่ธรรมดาและเปลี่ยนแปลงชีวิต ได้ติดตรึงอยู่ในหัวใจและจินตนาการของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ นักเขียนชาวอังกฤษผู้นี้เป็นหนึ่งในนักเล่าเรื่องที่สร้างสรรค์ ซุกซนและประสบความสำเร็จสูงสุดของโลก เขาเป็นคนที่เข้าใจความคิดอ่านของเด็กๆ และมีพรสวรรค์ในการสร้างตัวละครที่เด็กๆ สามารถเข้าถึงได้และเนื้อเรื่องที่จะทำให้เด็กๆ คอยติดตาม

                ความสามารถของเขาการผสมผสานเรื่องราวมหัศจรรย์เข้ากับสิ่งที่น่าสะพรึงกลัว และการทำให้เด็กๆ เป็นตัวเอกในเรื่องราวสร้างสรรค์ของเขา และผู้ใหญ่เป็นตัวร้าย ไม่มีใครในโลกวรรณกรรมสามารถเทียบได้ แม้ว่าเรื่องราวของดาห์ลจะบ่งชี้ว่าชีวิตอาจจะลำบากและบางครั้งก็น่ากลัว รวมทั้งมีทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย แต่เขาก็ไม่เคยชี้นำผู้อ่านของเขา

                ผู้อำนวยการสร้างแฟรงค์ มาร์แชล (“Jurassic World,” แฟรนไชส์ “Bourne”) กล่าวว่า “เรื่องราวของดาห์ลไม่ใช่แฟนตาซีแสนสุข มันมีอารมณ์ขันมากมายก็จริง แต่ก็มีด้านที่มืดหม่นด้วย เขายืนอยู่บนเส้นแบ่งบางๆ ครับ มันน่ากลัวนิดๆ ซึ่งผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่ดึงดูดใจผู้อ่านครับ”

                สปีลเบิร์กเห็นด้วย เขากล่าวว่า “เขากล้าหาญมากๆ ที่ใช้ส่วนผสมระหว่างด้านมืดและด้านสว่าง ซึ่งเป็นลายเซ็นดั้งเดิมของวอลท์ ดิสนีย์ในผลงานช่วงเริ่มแรกของเขาอย่าง ‘Dumbo,’ ‘Fantasia,’ ‘Snow White’ และ ‘Cinderella’ เรื่องราวที่ทั้งน่ากลัวและฟื้นฟูจิตใจในเวลาเดียวกัน รวมถึงสอนบทเรียนที่เป็นอมตะให้กับทุกคนได้ มันเป็นสิ่งที่วิเศษสุดที่ดาห์ลได้รังสรรค์ขึ้นมา และมันก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้ผมสนใจอยากจะกำกับหนังที่สร้างจากหนังสือเรื่องนี้ของดาห์ลครับ”

                “The BFG” เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคนโดดเดี่ยวสองคน ที่การพบกันของพวกเขานำไปสู่การสร้างบ้านของตัวเองในโลกใบนี้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่มักปรากฏอยู่ในผลงานมากมายของสปีลเบิร์ก “สตีเวนมักสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้หนังของเขาโดนใจผู้คนมากมายค่ะ” ผู้ควบคุมงานสร้างแคธลีน เคนเนดี้ (“Star Wars: The Force Awakens,” แฟรนไชส์ “Indiana Jones” films) กล่าว

                เคนเนดี้และมาร์แชลคุ้นเคยกับหนังสือเรื่องอื่นๆ ของดาห์ลเช่น “Charlie and the Chocolate Factory,” “James and the Giant Peach” และ “Matilda” ซึ่งขายได้กว่า 200 ล้านเล่มทั่วโลก แต่ทั้งคู่กลับไม่เคยอ่าน “The BFG” มาก่อน จนกระทั่งเมื่อเธอได้เจอหนังสือเล่มนี้โดยบังเอิญในกองถ่ายภาพยนตร์เรื่อง “Milk Money” ในปี 1993 เคนเนดี้ถึงได้อ่านหนังสือเรื่องนี้และเธอก็ตระหนักว่าสปีลเบิร์ก เพื่อนและเพื่อนร่วมงานที่ยาวนานของเธอ เป็นบุคคลที่เหมาะสมในการถ่ายทอดสโคป ความขี้เล่นและความคิดสร้างสรรค์ในหนังสือของดาห์ล

                สปีลเบิร์กเป็นแฟนผลงานของดาห์ลมานานแล้ว และจริงๆ แล้ว เขาก็เคยอ่านหนังสือเล่มนี้ให้ลูกๆ ฟังในตอนที่พวกเขายังเล็กๆ ด้วย “มันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับมิตรภาพ เกี่ยวกับความภักดีและการปกป้องเพื่อนๆ ของคุณ และมันก็เป็นเรื่องราวที่แสดงให้เห็นว่าแม้กระทั่งเด็กหญิงตัวน้อยก็สามารถช่วยยักษ์ใหญ่แก้ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของเขาได้” เขากล่าว

                ดาห์ลสร้างเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมาเพื่อเล่าให้ลูกๆ หลานๆ ฟัง แต่เขาก็มักลังเลที่จะเขียนเรื่องราวเหล่านั้นออกมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้กำกับคนดังเข้าใจได้ “ตอนที่ผมเล่าเรื่องราวที่ลูกๆ ผมชอบเป็นพิเศษให้พวกเขาฟัง พวกเขาก็จะขอให้ผมสร้างหนังเกี่ยวกับเรื่องพวกนั้น” สปีลเบิร์กเล่า “โชคดีที่ท้ายที่สุดดาห์ลก็ยอมแบ่งปันเรื่องราวของเขากับคนทั้งโลก และเราทุกคนก็ยินดีกับมันครับ”

                “The BFG” ได้รับความนิยมในทั่วโลก และจนถึงทุกวันนี้ หนังสือเรื่องนี้ก็ได้รับการตีพิมพ์ใน 41 ภาษา นอกจากนั้น มันยังเป็นเรื่องราวที่ดาห์ลโปรดปรานที่สุดด้วย แม้ว่านักเขียนผู้นี้จะจากไปในปี 1990 ด้วยวัย 74 ปี ผู้อำนวยการสร้างก็ได้สานสายสัมพันธ์กับภรรยาม่ายของเขาและได้พูดคุยกันหลายครั้งเกี่ยวกับความสำคัญที่หนังสือเล่มนี้มีต่อดาห์ลและการที่ภาพยนตร์ที่ถูกสร้างขึ้นควรจะสมจริงหรือไม่ “เราคุยกันบ่อยว่ามันน่าจะเป็นอนิเมชันหรือไลฟ์แอ็กชัน เพราะในตอนนั้น เทคโนโลยีที่เราพูดถึงว่าจะใช้ยังไม่มีตัวตนด้วยซ้ำค่ะ” เคนเนดี้อธิบาย

                แต่ก่อนอื่น ทีมผู้อำนวยการสร้างต้องการมือเขียนบทที่จะเปลี่ยนหนังสือที่เรียบง่ายแต่น่ารักของดาห์ลให้กลายเป็นบทภาพยนตร์ คนที่มีทักษะพิเศษและมีสัญชาตญาณสำหรับเรื่องราวสำหรับเด็ก และเพื่อการนั้น พวกเขาก็ได้หันไปหาเพื่อนและเพื่อนร่วมงานของพวกเขา เมลิสซา มาธิสัน (“The Black Stallion,” “The Indian in the Cupboard”) เมลิสซาเป็นนักเขียนคนแรกและคนเดียวที่เรานึกถึงค่ะ” เคนเนดี้กล่าว  “พรสวรรค์ของเธอในฐานะนักเขียนและความคิดความอ่านของเธอเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเนรมิตชีวิตให้กับเรื่องเล่าเปี่ยมจินตนาการของดาห์ลค่ะ”

                ในตอนที่อ่านหนังสือของดาห์ล มือเขียนบทถูกดึงดูดเข้าหาสายสัมพันธ์ระหว่างโซฟีและย.จ.ล. “มันเป็นความสัมพันธ์ที่น่ารักมากๆ” เธอกล่าว “แต่จริงๆ แล้ว ตอนเริ่มต้น พวกเขาแข่งขันกันนิดๆ และเคลือบแคลงกันและกัน ถึงขั้นที่มีการเกทับกันก็มี แต่ตั้งแต่ตอนที่พวกเขามีแผนการและตกลงร่วมมือกัน มันก็เกิดความรักขึ้นระหว่างทั้งคู่ มันเป็นเรื่องรักเล็กๆ ที่วิเศษสุดค่ะ”

                มาธิสันไปเยือนยิปซี เฮาส์ บ้านของดาห์ลในบัคกิ้งแฮมเชียร์ ประเทศอังกฤษหลายครั้ง ที่นั่น เธอได้เข้าเยี่ยมชมห้องสมุดและห้องทำงานของเขา เธอได้สำรวจชีวิตและผลงานของนักเขียนผู้วิเศษสุดคนนี้ เพื่อสร้างเส้นทางของตัวเองสู่ดินแดนจินตนาการของเขาที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและความสนุกสนาน และเพื่อเป็นพื้นฐานในการถ่ายทอดจิตวิญญาณการผจญภัยของดาห์ล ขัดเกลาความรู้สึกด้านสถานที่ของมันให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และถ่ายทอดความสัมพันธ์สำคัญของเรื่องในแบบที่จะต่อยอดและยกย่อง “The BFG”

            สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับทีมผู้สร้างคือการซื่อตรงต่อเอกลักษณ์ของดาห์ล และรักษาความสม่ำเสมอในเรื่องของจังหวะ ภาษาและปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวละครของเขา ซึ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นลายเซ็นของเขา “ฉันพยายามจะใช้จังหวะบทสนทนาของดาห์ลให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” มาธิสันกล่าว “เราไม่อยากจะไปยุ่มย่ามกับโทนค่ะ”

                อย่างไรก็ดี บทภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เต็มไปด้วยความท้าทายหลายอย่างสำหรับเธอ “มันแปลกตรงที่ไม่ค่อยมีอะไรเกิดขึ้นในหนังสือเรื่องนี้เพราะจริงๆ แล้ว มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพวกเขาค่ะ” มาธิสันกล่าว “มันไม่มีความเป็นดรามา การตัดสินใจของพวกเขาที่จะพยายามกำจัดพวกยักษ์เกิดขึ้นอย่างง่ายดายและรวดเร็ว และแต่ละบทก็มีความเป็นเอพิโซด มันไม่ได้มีการดำเนินเรื่องซักเท่าไหร่ เราก็เลยต้องสร้างมันขึ้นมาค่ะ”

                ตามที่ทีมผู้สร้างคาดหวัง มาธิสันได้ใส่ความเป็นส่วนตัวเข้าไปในเรื่องราวนี้ เธอรักษาความสัมพันธ์ระหว่างเด็กหญิงกำพร้าและยักษ์ใหญ่ที่พูดจากระท่อนกระแท่นเอาไว้ระหว่างที่พวกเขาออกผจญภัยครั้งใหญ่ “จินตนาการของฉันถูกใช้ไปกับพวกเขาสองคนค่ะ” เธอบอก “ทุกอย่างจะต้องเทไปที่ความสัมพันธ์ของพวกเขา”

                “เมลิสซานำหนังสือของดาห์ลไปดัดแปลงให้กลายเป็นบทหนังที่พิเศษสุดแต่ก็ซื่อตรงต่อต้นฉบับ ด้วยเวทมนตร์ในแบบที่มีแต่เมลิสซาเท่านั้นที่มีครับ” สปีลเบิร์กกล่าว

                เมื่อบทภาพยนตร์เรื่องนี้เสร็จสมบูรณ์ มาธิสันก็ยังคงมีส่วนร่วมกับภาพยนตร์เรื่องนี้ตลอดระยะเวลาการถ่ายทำ บางครั้ง สปีลเบิร์กก็ต้องการเปลี่ยนแปลงบทระหว่างการถ่ายทำและต้องการให้มือเขียนบทเนรมิตชีวิตให้กับตัวละคร “เมลิสซามาทำงานในกองถ่ายเรื่อง ‘E.T.’ ทุกวัน และใน ‘The BFG’ ทุกวันครับ สปีลเบิร์กกล่าว “ผมก็เลยโชคดีมากๆ ที่ได้เริ่มต้นและสิ้นสุดความสัมพันธ์ของเราด้วยเรื่องราวทั้งสองเรื่องที่มาจากใจเธอครับ”

                เขากล่าวต่อว่า “ผมไม่มีโอกาสได้ไว้ทุกข์ให้กับเมลิสซาเลย เพราะเธอช่างสดใสและมีตัวตนจริงๆ สำหรับผม ในห้องตัดต่อ ในห้องดนตรี ในห้องพากย์เสียง เธออยู่ที่นั่นกับผมเสมอ ด้วยเหตุนั้น มันคงเป็นเรื่องยากตอนที่ผมต้องปล่อย ‘The BFG’ ไป เพราะถึงตอนนั้น ผมก็ต้องปล่อยเมลิสซาไปเหมือนกัน”

 

 

 

 

 

 

 

 

All right reserve by : www.bigfuns.com   Design by : yourthinks