www.horpak4u.com

www.bigfuns.comMemberLinksAbout UsContact Us

 
 


 

 

เกี่ยวกับงานสร้าง

หลังจากที่ ทอม แฮงค์ส ได้เขียนรีวิว ถึงหนังสือ A Hologram for The King ของ เดฟ เอกเกอร์ส ลงในทวิตเตอร์ของเขาเองในปี 2012 และเขากล่าวว่า "ผมเป็นแฟนตัวยงของ เดฟ เอกเกอร์  ได้มีโอกาสอ่านงานเขียนของเขาอยู่เรื่อยๆ และเมื่อผมได้อ่านเรื่อง A Hologram for The King เมื่อผมอ่านจบ ผมก็เกิดคำถามขึ้นมาว่าเขาจะอยากให้หนังสือเล่มนี้มาทำเป็นหนังบ้างไหม"

ผู้สร้างหนังชาวเยอรมัน ทอม ทีกแวร์ ผู้ซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยผู้กำกับให้กับ ทอม แฮงค์ส ในเรื่อง Cloud Atlas ในปี 2012 เขาก็รู้สึกเช่นเดียวกัน "A Hologram for The King ทำให้ผมรู้สึกชอบมากและอยากจะทำหนังออกมา มันเป็นหนังสือร่วมสมัยที่ผมเคยอ่านมานานแล้ว และตอนนี้ก็รอไม่ไหวแล้วที่จะทำมันออกมาให้เป็นภาพยนตร์ เนื่องจากตัวเรื่องเองมันเป็นอะไรที่เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันมาก แต่ก็ยังคงความคลาสสิกไว้อยู่ ผมพบว่ามันผสมผสานอะไรหลายๆอย่างอยู่ในหนังสือเล่มนี้ที่ผมสามารถเอามาทำเป็นภาพยนตร์ได้

ทอม ทีคแวร์ ก่อนหน้านี้เขาเคยได้ทำมินิซีรีย์จากหนังสือของ เดฟ เอกเกอร์ส มาก่อนแล้วในเรื่อง What is The What : The Autobiography of Valentino Achak Deng เขาได้นัด ทอม แฮงค์ส และ เดฟ เอกเกอร์ส มาประชุมที่โรงแรมแห่งหนึ่งที่ ลอส แอลเจลลิส หลังจากที่เขาได้เล่าถึงแผนการที่จะนำเอาหนังสือเล่มนี้มาทำเป็นภาพยนตร์ เขาและเดฟ ก็ตกลงที่จะทำหนังเรื่องนี้ทันที "ผมและเดฟเชื่อใจกันและกัน "และเขาก็เปิดโอกาสให้ผมเต็มที่ในการดัดแปลงผลงานของเขาให้เข้ากับบริบทของภาพยนตร์ เพราะเดฟเขาเข้าใจว่าเมื่อเขาให้ใครสักคนหนึ่งนำผลงานของเขาไปดัดแปลง เขาก็ต้องให้เกียรติและให้ระยะเพื่อที่คนนั้นจะสามารถทำงานได้"

ทอม ทีคแวร์ ยังคงตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ร่วมงานกับ ทอม แฮงค์ส "การได้ร่วมงานกับ ทอม แฮงค์ส มันเป็นอะไรที่สนุกของคนทำหนัง เพราะเขาเป็นนักแสดงที่ทำงานด้วยได้ง่ายมาก เขาเป็นคนที่เปิดกว้าง และสามารถรับมือได้ทุกสถานการณ์ เขาเหมือนกับเด็กอัจฉริยะ ที่เข้ามาในห้อง แล้วถามว่าของเล่นของเราคืออะไร หลังจากนั้น มาลองดูกันว่าเราจะสามารถเล่นอะไรกับมันได้บ้าง ซึ่งมันเป็นอะไรที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างมาก เพราะเมื่อคุณมีไอเดียอะไรใหม่ๆที่อยากให้เขาลองเล่น เขาจะตอบรับทันที และลองแสดงมันออกมาได้อย่างน่าทึ่ง"

 

เกี่ยวกับตัวละคร

อลัน เคลย์ รับบทโดย ทอม แฮงค์

จากการดัดแปลงหนังสือของเดฟ ให้กลายเป็นภาพยนตร์นั้น ทอม ทีคแวร์ ได้ดึงเอาลักษณะนิสัยอันมีเอกลักษณ์ของ ทอม แฮงค์ส มาใส่ในคาแรกเตอร์ ของ อลัน เคลย์ " ด้วยความที่หนังเรื่องนี้มีอารณ์ขันแปลกๆ ซึ่งความตลกนั้นกลับเกิดจากความโชคร้ายของตัว อลัน เอง " ทอมกล่าว

ทอม แฮงค์ส พูดเสริม "เริ่มเรื่องมาด้วย อลัน กำลังมีชีวิตที่ล่องลอย หย่ากับภรรยา แถมงานที่บริษัทที่เขาทำอยู่ก็กำลังแย่ แล้วไหนจะกังวลกับความสัมพันธ์ของเขาต่อลูกสาว มากไปกว่านั้นเขายังโดนพ่อของเขา(ทอม สเกอร์ริท) โทรมาตอกย้ำความตกต่ำในอาชีพของเขาเมื่อเขาทำให้บริษัทของเขาที่เคยยิ่งใหญ่ล่มจมลงเพราะเขาตัดสินใจจ้างให้จีนผลิตของให้ มันเหมือนกับ อลัน อยู่คนเดียวบนก้อนน้ำแข็งกลางทะเล แค่ในเรื่องนี้มันเป็นทะเลทราย จนทำให้คุณเกิดคำถามว่า จะมีใครที่พอจะช่วยเหลือเขาได้ เขาได้รับบาดเจ็บจากแผลพุพองที่กลางหลัง จากการยืนโดดเดี่ยวกลางทะเลทราย จนเขารู้ว่าเหมือนกำลังจะตายลงอย่างช้าๆ ด้วยความเหงาโดดเดี่ยว ดูแล้วก็ช่างน่าสงสารตัวละครนี้จริงๆ เมื่อเขาอยู่ในสถานการณ์ลำบากแต่ยังพยายามจะทำความเข้าใจวัฒนธรรมใหม่ของประเทศนี้ ในขณะที่ตัวของเขาเองยังไม่เข้าใจชีวิตตัวเองเลย

ทอม ทีคแวร์ พยายามอย่างมากเพื่อทำให้ตัวละคร อลัน เคลย์ ออกมาเป็นคนตลก ถึงแม้ว่าสถานการณ์ที่ตัวละครนี้เจออยู่จะแย่ขนาดไหนแต่ในขณะเดียวกันคุณจะสามารถขำไปได้เมื่อตัวละครนี้ตกอยู่ในมือของ ทอม แฮงค์ส ที่เต็มไปด้วยความสามารถในการแสดง

เมื่อ ทอม ทีคแวร์ บอกกับผมว่า เขาคิดว่าหนังสือเล่มนี้ตลกมาก ผมรู้สึกประหลาดใจมากที่เขามองมันเป็นเรื่องตลกได้อย่างไร จนทำให้ผมรู้สึกว่าเรามองต่างกัน แต่เมื่อผมได้ลองอ่านบทภาพยนตรืที่เขาทำออกมา ทำให้ผมมองเห็นภาพความตลกที่มีในตัว อลัน โดยไม่มีความรู้อะไรเลยเกี่ยวกับประเทศนี้ ทอม แฮงค์ส กล่าว "ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนที่ไม่มีความสุข แต่เมื่อเขาต้องมาขายโปรเจคยักษ์ใหญ่ให้กับกษัตริย์ ทำให้เขาต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นอีกคน เป็นคนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงาน และความกระตือรือร้น มันจึงทำให้เรื่องราวนี่มีความสนุกเกิดขึ้น"

 

 ซาห์รา ฮาเคม รับบทโดย ซาริต้า ชาวดูรีย์

 

เพื่อตอกย้ำให้หนังเรื่องนี้มีความสนุก ทอม ทีคแวร์ ได้เลือกที่จะใส่ความโรแมนติกเข้าในหนังเรื่องนี้ "เมื่อทำบทเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งพบว่าเรื่องความรักมีบทบาทมากขึ้นในหนัง เพราะมันเกี่ยวโยงไปถึงตรรกะการตัดสินใจของตัวละครในเรื่องและยิ่งทำให้หนังออกมาสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น"

อลัน ถูกทำให้ดีขึ้นโดย ซาห์รา ฮาเคม คุณหมอสาวสวยที่ผู้เมตตา และเปี่ยมไปด้วยความสามารถที่รับบทโดย ซาริต้า ชาวดูรีย์ ซึ่งเธอเคยร่วมเล่นในซีรีส์เรื่อง Homeland ทอม แฮงค์ส กล่าวว่า "ผมจำครั้งแรกที่เจอ ซาริต้า ในเรื่อง Homeland และก็คิดว่า เธอคนนี้แหละใช่เลย ถึงแม้ว่าผมจะไม่รู้หรอกนะว่าเธอคือใคร ไม่รู้ว่าเธอมาจากไหน แต่ผมละสายตาจากเธอไม่ได้" ทอม กล่าว

ซึ่ง ซาริต้า เองก็สร้างความประทับใจไม่ต่างกับที่ ทอม แฮงค์ได้เจอ เมื่อเธอมาออดิชัน กับ ทอม ทีคแวร์ ในหนัง อลันรู้สึกตกหลุมรัก ซาห์รา เพราะเธอเองมีความอบอุ่นและความกล้าหาญมากกว่าตัวอลัน เธอมีความสุขุม ซึ่งตัวของ ซาริต้า สามารถถ่ายทอดออกมาได้ บวกกับดวงตาอันสวยงามคู่นั้น และผมอันดกหนา มันทำให้คุณอยากจะนอนซบเธอ เธอเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยม และมีอินเนอร์ในการแสดงที่สามารถส่งมันออกผ่านสายตาคู่สวยคู่นั้น มันทำให้ผมแทบรอไม่ไหวที่จะได้ร่วมงานกับเธอ"

ซาริต้า กล่าวว่า เธอทำการบ้านอย่างมากเพื่อที่จะรับบทนี้ที่แตกต่างจากตัวจริงของเธออย่างสิ้นเชิง ซาห์ร่า ไม่ใช่ตัวฉัน ถึงแม้ว่าลุคภายนอกอาจจะคล้ายๆกัน คือ มีความสมาร์ท และ เด็ดเดี่ยว แต่เธอต้องอยู่ในประเทศที่วัฒนธรรมกำหนดวิถีชีวิตของเธอทุกอย่าง ฉันสามารถเดาได้เลยว่าถ้าหากตัวละครนี้มีชีวิตอยู่ที่นิวยอร์ค เธอจะมีอิสระเสรีมากแค่ไหน แต่เธอเลือกที่จะอยู่ที่ ซาอุดิอาระเบีย ตัวละครนี้มีความขัดแย้งในตัวเองอยู่เยอะ ทำให้ฉันต้องระมัดระวังที่จะแสดงมันออกมา

และเพื่อเป็นแบบอย่างในการแสดง ซาริต้า ได้ไปตามติดชีวิตของหมอที่เป็นเพื่อนของเธอ เรียนการพูดภาษาอารบิก และสำเนียงของเจดด้า เวลาพูดภาษาอังกฤษ และเมื่อเริ่มถ่ายทำ เธอก็เริ่มนึกถึงการแต่งตัวของผู้หญิงซาอุดิ ว่าจะแต่งตัวอย่างไร ตอนแรกเธอเองก็ไม่ชินแต่เมื่อใส่ไปใส่มาเธอก็รู้ได้ว่าเธอเองเป็นผุ้หญิงที่สวยเมื่ออยู่ในชุดของชาวซาอุดิ ซึ่งเธอเองก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะรู้สึกอย่างนั้น

เสื้อผ้าเองก็ทำให้เธอเข้าถึงตัวละครมากยิ่งขึ้น เพราะตัวซาห์ราเองต้องอยู่ในข้อห้ามมากมายภายใต้วัฒนธรรม เมื่อตัวละครที่ทอม แฮงค์ส เล่นเจอเธอครั้งแรก เขาพูดพล่ามถึงความคิด ความรู้สึกเขา ฉันได้แต่รู้ว่า อืมฉันคือหมอ ฉันจะรับฟัง แค่นั้น ซึ่งมันเป็นอะไรที่ไม่คุ้นชินเลย ที่จะมีผู้ชายเข้ามาหาฉันในออฟฟิศแล้วแชร์ความรู้สึกต่างๆให้ฉันฟัง ซึ่งตัวละครนี้มีกำแพงอยู่มากมาย ซึ่งฉันเองไม่ได้สร้างกำแพงเหล่านั้นในชีวิตจริงๆของฉันเอง ซึ่งมันเป็นอะไรที่ท้าทายตัวฉันเองมากเมื่อต้องแสดงมันออกมาในหนัง

ทั้ง ทอม แฮงค์ส และ ทอม ทีคแวร์ เองต่างชื่มชมผลงานของ ซาริต้า จากเรื่อง Homeland  และจากหนังอินดี้ที่เธอเล่น Lady in  the Water และ Mississippi Masala เธอเป็นนักแสดงที่มหัศจรรย์ ทอม ทีคแวร์ กล่าว "เราต้องการนักแสดงนำหญิงที่มีความแข็งแรง คนที่สามารถแสดงออกสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกผ่านสายตาออกมาได้ในระดับเดียวกันกับ ทอม แฮงค์ส ซึ่งเราก็มองหาอยู่นาน

 

 โยเซฟ รับบทโดย อเล็กซานเดอร์ แบล็ค

ก่อนที่จะได้พบกับ ซาริต้า  อลันเองได้พบกับความสัมพันธ์แรกใน ซาอุดิอาระเบีย คือ โยเซฟ คนขับแท็กซี่ของเขา รับบทโดย อเล็กซานเดอร์ แบล็ค เขากล่าว " โยเซฟ เหมือนคนที่มีสองวัฒนธรรมในคนเดียว เหมือนเขาก็เคร่งในวัฒนธรรมของซาอุดิอาระเบีย ในขณะเดียวกันก็อินไปกับวัฒนธรรมตะวันตก และยังชอบฟังเพลงฝั่งอเมริกา เมื่อผมได้อ่านบทที่เขาส่งมาเพื่อออดิชัน โยเซฟเองได้พูดถึงว่าเขาเกือบโดนคาร์บอมเพียงเพราะเขาได้แอบคุยกับผู้หญิงที่มีสามีแล้ว นั่นทำให้ผมหัวเราะออกมา ทำให้ผมคิดว่าตัวละครนี้โคตรเจ๋ง มีความทะเล้นและเรื่องราวมากมายให้ผมได้เล่น

อเล็กซานเดอร์ แบล็ค ตอกย้ำความเหมาะสมกับบทที่เขาเล่น "เมื่อต้องมีอารมณ์ตลกอันน่ามหัศจรรย์  อเล็กซานเดอร์ นำเสนอความน่าสนใจของการบาลานซ์ความเป็นตะวันตกเข้ากับวัฒนธรรมของตะวันออกกลาง จากชีวิตจริงของเขาเอง เราต้องการนักแสดงที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก  แล้วเขาเองก็โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ เหมือนกับโยเซฟที่โผล่มาในชีวิตของ อลัน ทีคแวร์ กล่าว

ทอม แฮงค์ส ก็ชื่นชมในฝีมือการแสดง ของ อเล็กซานเดอร์  เมื่อได้ร่วมฉากกัน " เขาเป็นคนมีของ เวลาเขาเล่นบทตลก เขาจะมีมุขแพรวพราว และเพราะว่าเขาเป็นคนตลก สัญชาตญาณต่างๆของเขาในการเลือกที่จะเล่นจังหวะและมุขอะไรที่มันตลกจะออกมาได้ถูกจังหวะเวลาอยู่ตลอด  มุขของเขาไม่ใช่มุขที่ดูแล้วตลกเลย แต่มันจะเป็นมุขที่แฝงในบริบทต่างๆ "

 

เกี่ยวกับสถานที่

ด้วยความที่สถานที่ และบริบททางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในหนังสือ ทำให้เดฟ เอกเกอร์ และ ทอม ทีคแวร์ ได้ออกเดินทางไปดูสถานที่ที่ เจดดาห์ซาอุดิอาระเบีย โดยแยกกันไป เดฟ เลือกที่จะไปที่เจดดาห์ และใช้ประสบกาณ์ที่แต่งจากในหนังสือตามหาสถานที่ และ ทอม ไปหาเมืองร้างที่ รู้จักกันในหนังว่า เมืองศูนย์กลางของกษัตริย์ที่ต้องการสร้างขึ้นมา

ทอม ทีคแวร์ กล่าวว่า "เพื่อที่จะได้เข้าใจบริบททางวัฒนธรรมและสถานที่ผมเลือกที่จะเดินทางไปเซอร์เวย์ที่ ซาอุดิ เหมือนกับที่เดฟ เองก็ไปที่เจดดาห์ และให้ แมนเดอร์ เป็นไกด์ ซึ่งปรากฎว่าคือคนเดียวกันที่ขับรถให้เดฟ  และแมนเดอร์เองก็คือ เรฟเฟอร์เรนท์ของ โยเซฟ ผมเลยกลายเป็น อลัน เคลย์ ไปโดยปริยาย และการมาทริปครั้งนี้กับคนขับรถที่เป็นแรงบันดาลใจให้ เดฟ เขียนหนังสือเรื่องนี้ออกมา และระหว่างทางที่กลับจากการไปดูเมืองร้าง เราบังเอิญต้องเข้าไปยังเมืองเมกกะ เหมือนกับที่อลันเจอในหนัง จริงๆแล้วผมไม่ใช่ มุสลิม เพราะฉะนั้นผมไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปในเมืองนี้ แต่เราหาทางเลี่ยงไม่เจอ ทำให้เราจำเป็นที่จะต้องเข้ามายังเมืองนี้ มันเป็นอะไรที่บอกไม่ถูก ผมเองก็ไม่ได้อยากจะฝ่าฝืนกฎ แต่มันเกิดขึ้นแล้ว แล้วไกด์ก็บอกกับผมว่า ทำตัวเนียนๆไป ก็คงไม่มีใครสังเกตุเห็นหรอก เพราะฉะนั้น ฉากทุกฉากที่คุณเห็นในหนังก็จะคล้ายๆกับสถานที่จริงที่ผมได้เจอะเจอมากับตัว และการมาซาอุดิ ครั้งนี้ก็เพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเองในการทำหนังเรื่องนี้ออกมา แต่ก็เหมือนสววรค์ไม่เป็นใจเราถูกปฏิเสธไม่อนุญาติให้ถ่ายทำที่ซาอุดิ อาระเบีย รวมทั้งประเทศ อื่นๆในระแวกนั้น สุดท้ายเราไปเจอที่ โมรอคโค ซึ่งอยู่ห่างจากซาอุดิ  สามพันกว่าไมล์

ทางด้านการออกแบบงานสร้าง ยูลิ ฮานิช กล่าวว่า "ตอนแรก ทอม อยากที่จะถ่ายทำในสถานที่จริงมาก แต่เมื่อรู้ว่าไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่าย เขาจึงเปลี่ยนแผนใหม่แล้วเริ่มมองหาที่อื่นแทนแล้วใช้เทคนิค เอฟเฟค เข้ามาช่วย"

ยูลิ กล่าวต่อว่า เราเริ่มงานจากภาพถ่ายไม่กี่ภาพที่ทอมถ่ายมา จากทริปที่เขาเดินทางไปซาอุดิ  และก็ได้เนรมิตเมืองร้างขึ้นที่ ทางตอนใต้ของโมรอคโค ด้วยความที่สถานที่จริงๆ ที่ทอมชอบนั้น มันมีซากตึกรกร้างและถนนต่างๆมากมาย เราเลยทำการดราฟสเกลกันใหม่ เราทำเต็นท์ใหญ่ขึ้นมา พร้อมกับซากตึกที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ รวมทั้งมีตึกอันทันสมัย เมื่อเราทำไปเรื่อย ก็เริ่มสนุกและมันก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างตามที่ทอม ตั้งใจ

ถึงแม้ว่าทอม แฮงค์ส จะเคยไปถ่ายงานที่ โมร็อคโค มาก่อน จากเรื่อง Charlie Wilson's War แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง "ครั้งนี้สถานที่นั้นห่างไกลจากความเจริญโดยสิ้นเชิง และเราต้องใช้เวลาถ่ายกว่าแปดสัปดาห์ ตอนแรกภาพในหัวของผมคือทะเลทรายต้องมีต้นปาล์มเยอะๆ แต่ความเป็นจริง เราไปถ่ายทางตะวันตกของทะเลทราย ซาฮาร่า ที่ซึ่งถ้าหากคนเดินด้วยเท้าเปล่าๆ บอกเลยว่าคุณไม่มีทางจะทนได้อย่างแน่นอน อีกทั้งความโหดร้ายของวัฒนธรรม และสถานที่กลับช่วยให้ผมเข้าใจตัวละครที่ผมเล่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะทั้งผมและตัวละครต่างอยู่ห่างออกไปจากความเป็นอเมริกันอย่างสิ้นเชิง

ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ ทอม ทีคแวร์ ต้องการที่จะถ่ายทำจากสถานที่จริงๆ ดีกว่าถ่ายในสตูดิโอแล้วใช้เอฟเฟคเข้าช่วย เพราะการถ่ายจากสถานที่จริงทำให้ทั้งนักแสดง ทีมงาน ได้รับรู้และเข้าใจมุมมองของตัวละครได้มากยิ่งขึ้น ถึงแม้จะมีอุปสรรคมากมาย ทั้งอุปกรณ์เสียกลางกอง อีกทั้งในเดือนมีนาคม และเมษายนที่เราถ่ายทำกันนั้นทำให้เกิดน้ำท่วมสถานที่ที่เราต้องการถ่าย แต่สุดท้ายเราก็ผ่านมันมาได้

ทางด้าน ซาริต้า ที่เคยเติบโตที่ จาไมก้า เม็กซิโก และอิตาลี เมื่อต้องมาถ่ายทำที่ โมร็อคโก ที่คาซาบลังก้า มันทำให้ฉันเข้าใจตัวละครที่ฉันเล่นได้ เพราะฉันไม่กล้าจะออกไปไหนเลยตอนกลางคืน มันเหมือนจำกัดเสรีภาพของฉัน ซึ่งฉันสามารถดึงมันมาใช้ในตัวละครได้ ซาริต้า กล่าว

แต่แล้วความหวังก็เบ่งบานในทะเลทราย ด้วยความที่หนังเป็นแนวตลกร้าย A Hologram for The King นำเสนอเรื่องราววิกฤตของโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในตอนนี้ เราใช้เรื่องความตลกมานำเสนอเรื่องราวอันน่าเศร้าที่เกิดขึ้นเพื่อให้กำลังใจแก่ทุกคนที่กำลังประสบปัญหาอยู่ และหวังว่าจะทำให้คนดูมีกำลังใจในการสู้กับปัญหาได้

ซาริต้า มองหนังเรื่องนี้ว่าเป็นเหมือนเรากำลังดูหนังที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม ถึงแม้ว่าในหนังสือมันจะดูเศร้าแต่เมื่อ ทอม ทีคแวร์ เอามาทำเป็นหนังมันทำให้เราเชื่อได้ว่า เราสามารถก้าวข้ามทุกอย่างได้ เพียงแค่เราพยายามให้เต็มที่

สำหรับ ทอม แฮงค์ส  มองว่า  A Hologram for The King เป็นหนังเรื่องหนึ่งที่นำเสนอชีวิตของผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังต่อสู้กับความรู้สึกแย่ต่างๆในชีวิต แต่ยังคงมีความหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้น  ทำไมถึงต้องทำหนังที่นำเสนอชีวิตของผู้ชายคนหนึ่งที่ทุกอย่างในชีวิตกำลังห่วยแตก แต่สุดท้ายถ้าเราอยากให้ชีวิตเราดีขึ้น สิ่งหนึ่งที่เราขาดไม่ได้เลย คือเราต้องเชื่อในความหวังของเราเอง

 

เกี่ยวกับนักแสดง

ทอม แฮงค์ส (อลัน) นักแสดงมากรางวัล โปรดิวเซอร์ และ ผู้กำกับ หนึ่งในสองนักแสดงที่สามารถคว้ารางวัลจาก ออสการ์ได้ถึงสองครั้ง ครั้งแรกจากเรื่อง Philadelphia 1994 และครั้งที่สองจาก Forrest Gump นอกจากนี้เขายังได้รางวัลจากลูกโลกทองคำ จากหนังทั้งสองเรื่องนี้ด้วย

นอกจากนี้เขายังได้รับเกียรติถูกเสอนชื่อเข้าชิ้ง Academy Award จากผลงานการแสดงของเขาจากเรื่อง Big , Saving Private Ryan , Cast Away และก็คว้ารางวัลจากลูกโลกทองคำจากเรื่อง  Big , Cast Away

ผลงานล่าสุดของเขาคือเรื่อง Bridge of Spies และเรื่องต่อไปที่เขาแสดงคือ A Hologram for the King , Inferno , The Circle, Sully

ผลงานอื่นๆของเขาได้แก่  Cloud Atlas , Extremely Loud & Incredibly Close , The Polar Express , The Lady Killers , The Terminal , Catch Me If You Can , Road to Perdition, The Green Mile , You've Got Mail, Sleepless in Seattle, A League of Their Own , Apollo 13 , Angels & Demons , Splash , Cars , Toy Story , Toy Story 2 , Toy Story 3

นอกจากผลงานจากภาพยนตร์แล้ว เขายังฝากผลงานในตำแหน่ง เอ็กเซคคลูทีฟ โปรดิวเซอร์ ในซีรีย์เรื่อง From Earth to The Moon  ทางช่อง HBO ซึ่งผลงานเรื่องนี้ทำให้เขาคว้ารางวัลจาก Emmy, Golden Globe และ Producer Guild Award และจากการร่วมงาน กับ สตีเวน สปิวเบิร์จ Saving Private Ryan เขาได้ร่วมกัน โปรดิวซ์ ซีรีย์ทางHBO เรื่อง Band of Brothers และ ทอง แฮงค์ เองก็ได้กำกับในบางตอนของซีรีย์ และร่วมเขียนในบางตอนอีกด้วย และซีรีย์เรื่องนี้ก็คว้ารางวัล Best Miniseries จาก Emmy และ Golden Globe นอกนากนี้ เขายังคว้ารางวัล Best Director จาก Emmy  และถูกเสนอชื่อเข้าชิง รางวัล Best Writing  นอกเหนือไปกว่านั้นจากผลงานเรื่องนี้ เขาได้รับรางวัลจาก Producer Guild Award อีกด้วย

ในปี 2008 เขาได้โปรดิวซ์ มินิซีรีย์เรื่อง  John Adams ที่ฉายทาง HBO และคว้า13 รางวัลจาก Emmy Award และจาก Golden Globe จากรางวัล Best Miniseries  และจาก PGA Award และเขายังร่วมกับ สตีเวน สปิวเบิร์จ ทำมินิซีรีย์เรื่อง The Pacific และเขาเองยังคงดำรงตำแหน่ง เอ็กเซ็คลูทีฟ โปรดิวเซอร์ คว้า 8 รางวัลจาก Emmy Award และ PGA Award นอกจากนี้ในปี 2012เขายังคงเป็น เอ็กเซคลูทีฟ ให้กับ มินิซีรีย์เรื่อง John Mccain ในปี 2008 เรื่อง Game Change ในปี 2013 เขาโปรดิวซ์ มินิซีรีย์ The Sexties ปี 2014 เรื่อง Olive Kitteridge

นอกจากผลงานการแสดง โปรดิวซ์ และกำกับแล้ว เขายังฝากผลงงานการเขียนบทไว้ในปี 1996 กับเรื่อง That Thing You Do ซึ่งเขาเองก็ร่วมแสดงด้วย นอกจากนี้เขายังร่วมโปรดิวซ์หนังเรื่องอื่นๆ ได้แก่ Larry Crowne , My Big Fat Greek Wedding , Where the Wild Things Are , The Polar Express, The Ant Bully ,Charlie Wilson's War, Mamma Mia! , The Great Buck Howard , Starter for 10

นอกจากนี้เขายังได้รับการยกย่องจากสมาคม Film Society of Lincoln Center Chaplin Award 2009 และในปี 2014 เขาได้รับการยกย่องจาก Kennedy Center honor

 

ซาริต้า ชาวดูรีย์ (ซาห์รา)

ผลงานล่าสุดจากบทบาทของ แจสลีน ในเรื่อง Learning To Drive  และผลงานต่อไปของที่ที่จะปรากฎให้เห็นคือเรื่อง A Hologram for The King แสดงคู่กับ ทอม แฮงค์ส และอีกเรื่องคือ The Last Photograph แสดงคู่กับ แดนนี่ ฮูสตัน

ทุกคนอาจจะคุ้นกับเธอในบทบาทของ มิรา จากเรื่อง Homeland ผลงานที่ผ่านมาของเธออาทิเช่น The Hunger Games : Mockinjay Part 1และ 2 , Admission, Gayby, Midnight's Children, Generation UM..., For Real , Entrenos, The Accidental Husband , Lady in the Water, The War Within

นอกจากนี้เธอยังได้ร่วมทำหนังเรื่อง Mississippi Masala ซาริต้า ยังได้แสดงในบทบาทของราชินิ ของ Mira Nair ใน Kama Sutra : A Tale Of Love นอกจากนี้ยังมีเรื่อง She Hate Me, Rhythm Of The Saints, 3 A.M., Just A Kiss, Wild West, High Art, The House of The Spirits, Gloria, A Perfect Murder

เธอยังฝากผลงานการแสดงทางละครเวที ในบท ฟรีด้า คาโล ในเรื่อง The Rise of Dorothy Hale,นอกจากนี้เธอยังฝากผลงานไว้ในเรื่อง Sakharan Binder, Annabella Sciorra, Rafta Rafta

ทางด้านผลงานทางโทรทัศน์ เธอได้ฝากผลงานไว้ในเรื่อง Blindspot, Kings, Deadline, 100 Centre Street , Homicide: Life on the Street , The Good Wife, Bored to Death, Damages, Law & Order

 

เกี่ยวกับผู้กำกับ

ทอม ทีคแวร์ (เขียนบท/กำกับในปี 1985 เขาได้ย้ายจากบ้านเกิดจาก วูปเปอร์ทาล มายัง เบอร์ลิน และเริ่มเรียนปรัชญาที่ มหาวิทยาลัยในเบอร์ลิน และทำงานในโรงละคร ต่อมาในปี 1988 เขาได้เริ่มเรียน ภาพยนตร์ที่ Berlin Cinema Moviemento และก็เริ่มรับงานตัดต่อและถ่ายภาพให้กับ  ผู้กำกับทีวีในเยอรมัน และระหว่างนั้นเขาได้มีโอกาสพบกับ แฟรงค์ ไกร์บ ต่อมาพวกเขาก็ทำงานร่วมกันในหนังทุกๆเรื่อง

ในปี 1995 ถึง 1996  เขาใช้เวลาในการเขียนบทในเรื่อง Life is All You Get with Wolfgang Becker ต่อมาในปี 1997 เขาได้เริ่มงานกำกับในเรื่อง Winter Sleepers ซึ่งทำให้เขาได้มีโอกาสร่วมงานกับผู้คนมากขึ้น และทำให้เขาได้ ซาวน์ ดีไซน์เนอร์ คู่ใจ แมทเทียส เลมเพิร์ท ที่หลังจากนั้นเขาก็ร่วมงานกันมาโดยตลอด

ในปี 1998 ผลงาน Run Lola Run เป็นผลงานที่สร้างความสำเร็จให้กับเขา เพราะด้วยรูปแบบการเล่าเรื่องที่แตกต่างไป ทำให้เป็นหนังที่ทำเงินได้มากที่สุดในเยอรมันปีนั้น และเริ่มเป็นที่รู้จักนอกประเทศพร้อมทั้งคว้า รางวัลกว่า 30 รางวัลจากทั่วโลก

ในปี 2012 เขาได้กำกับและเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Cloud Atlas ร่วมกับ พี่น้องวาชาวสกี้ จากภาพยนตร์ไตรภาค The Matrix

 

 

 

 

 

 

All right reserve by : www.bigfuns.com   Design by : yourthinks